Filed under: word

วันและคืนเหล่านั้นจะยังงดงามไม่เคยเปลี่ยนไป
ยังคงเป็นดังเหมือนกับเมื่อวาน อยู่ในส่วนลึกความทรงจำ
แต่ต่างกันแค่เพียง ในตอนนี้..
ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้าง ๆ
เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน
ทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่าง มาด้วยกัน
นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้น ๆ
ที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน เพราะเธอ
เพลงและของขวัญ ตั๋วจากโรงหนัง
จดหมายที่ส่งให้กันในวันที่ห่าง ฉันนั้นยังคงเก็บไว้
วันที่เหนื่อยล้า ถ้อยคำที่ปลอบใจ
..…………………………………………….

บทเพลงนำฉันย้อนกาลเวลาปัจจุบัน ไปเวลาตอนนี้เมื่อเดือนก่อน ๆ ค่ำคืนนี้และค่ำคืนนั้น ช่างต่างกันนักหนาตามกาลเวลาที่เดินผ่านไปทุกนาที
แสงสว่างไปบนหลอดไฟสาธารณะข้างถนน ฉันเดินข้างคนตัวเล็กพร้อมน้องชายอีกหนึ่งคนที่เดินนำหน้าเล็กน้อย แสงสว่างจากแสงสังเคราะห์ไล่แสงจากดวงอาทิตย์ให้หายไปในเงามืด แสงสว่างในระนาบใกล้กับสายตา แสงไฟของรถสาดส่องมาคันแล้วคันเล่า เสียงนกวุ่นวายบนตึกสูงแย่งกันหาที่หลับนอน เสียงเพลงร้านเบียร์ และเสียงอื่น ๆ ปนเปกันไป ขอบถนนคนเดินตรงนั้น ฉันไม่ได้เดินบ่อยนัก แต่ละครั้งเพียงพอให้เรียกว่าความทรงจำได้ทุกครั้งไป
คนตัวเล็กร่างเริงสดใส เหมือนละทิ้งความทุกข์ใจไว้ที่ไหนสักแห่ง เดินข้างฉันอย่างสุขใจ ฉันก็เช่นกัน ข้าวจี่ อาหารข้างทาง น่าทานเสมอเวลาหิว คุณป้อนมันใส่ปากฉัน อาจเรียกว่ายัดคงจะจริงเสียกว่า ระยะทางการเดินสั้นลงทุกที จำนวนเสาไฟเริ่มลดลงเรื่อย ๆ เมื่อใกล้ถึงปลายทางที่เพิ่งจากมาไม่นานนัก
ความรู้สึกแปลกเกิดขึ้นเรื่อย ๆ มาในสองวันนั้น เกิดอะไรขึ้นกับฉัน ฉันกำลังสนใจคนตัวเล็กข้างกายนี้อย่างนั้นหรือ คนที่เพื่อนฉันชอบอย่างนั้นหรือ ฉันกำลังคิดอะไรอยู่ ฉันพ่ายแพ้ให้คุณด้วยเหตุผลใดกัน
อยากยื้อเวลาการเดินให้สองขาก้าวช้าลง ให้น้องชายคุณเดินช้าลงอีกสักหน่อย ก่อนที่ฉันจะพบแม่คุณ ฉันควรทำตัวยังเมื่อพบแม่คุณ ฉันหยอกล้อกับกริยาตลกขบขัน เธอหัวเราะชอบใจ หรือไม่ก็รับไม่ได้ที่เห็นฉันทำเสียงล้อเลียน ล้อเล่น คล้ายกับบ้าไปแล้วครึ่งคน
แม่คุณใจดีกว่าที่ฉันคิดไว้ ฉันรู้สึกผิดที่พาลูกสาวและลูกชายท่านไปเดินเล่นค่ำ ๆ มืด ๆ ในที่ที่ไม่คุ้นเคย การเดินทางกลับบ้านในรถยนต์ที่ไม่ใช่ของครอบครัว ไม่คุ้นเคย แต่กลับรู้สึกดี รถผ่านซอยบ้านคนที่ยังผูกพันทางใจ และผ่านซอยหอพักคนที่ผูกพันครึ่งกายครึ่งใจ ไม่แน่ใจว่าที่ไหนที่ศีรษะเล็ก ๆ เอนมาพิงไว้ที่ไหล่ฉัน การสัมผัสกันของแขนเปลี่ยนเป็นการสัมผัสของผ่ามือ คุณคิดอะไรอยู่ ฉันคิดอะไรอยู่
แหวนสีดำของฉัน กับแหวนสีขาวของคุณ สัมผัสกัน แหวนสองวงจะรู้สึกอะไรมั๊ย หรือแหวนสีขาวดูดกลืนความเป็นฉันในแหวนดำนั้นไปแล้ว
ใครบางคนที่ถูกสะกดจิตไว้ภายใต้แหวน อาจถูกละทิ้งไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้น เวลาหกเจ็ดปีที่ผ่านมา อาจรอคอยใครคนนี้มาปลดปล่อย
คุณอาจกลายเป็นสิ่งที่สูญหายไปในกาลเวลาฉัน สิ่งที่ฉันค้นพบแต่ไม่มีสิทธิ์ครอบครอง เหมือนหลอดไฟข้างถนนที่เพิ่งเดินจากมา แม้มันจะส่องสว่างให้เราเห็นทางที่เดินไปข้างหน้า แต่ก็ใช่ว่าเราจะเอามันมาเป็นของเรา และส่องทางให้เราตลอดไปได้
คนบางคนอาจถูกำหนดมาเพื่อเจอกันเพียงแค่นี้เท่านั้น เพียงเท่านี้ เท่านี้ เท่านั้น
ขอบคุณเวลาสั้น ๆ กับความรู้สึกที่มากมายกว่ากาลเวลากำหนดไว้ ขอบคุณเวลาช่วงหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า ปัจจุบันคือสิ่งที่ดำรงอยู่ ไม่ว่ามันจะเป็นเช่นไร วันนี้ฉันจะยืนข้างใคร หรือไม่มีใคร แม้ฉันต้องเดินเพียงลำพัง ฉันก็จำต้องอยู่กับปัจจุบันต่างหาก
หวังว่าฉันจะทำมันได้…
Filed under: word

เสากระโดงเรือเอนไหวเพราะลมแรง คลื่นสูงกระหน่ำพื้นทะเลลาดเอียง เรือเบาไหว เอนไปตามแรงมหาศาล “ไม่ไหว ไม่ไหว” หนึ่งใจพร่ำร้องบอก ทะเลคลั่งเกินกว่าจะฝืนทน ฉันเป็นแค่เรือลำน้อย ใยเล่าจะต้านทานคลื่นลมแรง ทะเลและผืนฟ้าพิโรธหนัก มองไม่เห็นทางไป ดาวเหนืออยู่ที่ใด ท้องฟ้าใยมืดสนิท ฉันมองไม่เห็นดวงดาวนำทาง ฉันคงจมลงแล้ว ณ บัดนี้

ทุ่นเรือ คลื่นลมสงบลงเมื่อใด เรือคงมองเห็น ทุ่นเรือน้อยล่องลอยมั่นคง หวังยืนอยู่คู่เรือ แม้เรือแล่นผ่าน มองไม่เห็น แต่ขอเพียงเป็นสิ่งคอยเตือนให้เรือรู้ อยู่ใกล้ฝั่ง หากวันใดทะเลพิโรธ คลื่นใหญ่พัดมา ทุ่นน้อยแม้ไม่มีทางจม แต่ก็ไม่อาจทรงตัวอยู่ได้เช่นเดิม ทะเลอาจไม่ต้องการทุ่นเรือให้รกตา ไม่อยากให้สิ่งใดล่วงรู้ได้ถึงความลึกใต้ท้องทะเล ไม่อยากให้เรือมองเห็น ไม่อยากให้เรือเดินทางเข้าใกล้ฝั่ง พาลพิโรธจมทุ่นให้หายไป แต่ทุ่นน้อยแข็งแรงและมั่นคงมานานแล้วเสียจนชิน ไม่มีวันจมลง ฉันจะไม่จม แรงพิโรธโกรธเคืองวันนี้ เรือน้อยถูกพัดไกลไปทางอื่น หลงทางไม่พบทุ่น

คลื่นใหญ่พัดพา เรือน้อยให้หลงทาง แสงสว่างริบรี่ไกลโพ้น จุดเล็ก ๆ ใหญ่ขึ้นเมื่อเรือเข้าใกล้มัน “ประภาคาร” เรือน้อยหลงทางมาพบฝั่งอีกฝากของทะเล หนีคลื่นลมมาพบฝั่งใหม่ ทะเลฝั่งนี้ดูช่างเงียบสงบ ห่างไกลผู้คน ความสับสนหมดลงชั่วครู่ เมื่อมองจ้องไปที่หอคอยสว่างตา ประภาคารสูงจ้องมองความถึงเหนื่อยล้าของเรือน้อย
เรือลำน้อยมองเห็นความเดียวดายของแท่งสูง เรือเทียบฝั่งประภาคารเหยียดตรง ไร้ท่าเทียบจอดใกล้ฐาน เรือน้อยทำได้เพียงแค่มอง อยากเข้าใกล้พักใจที่ประภาคาร อยากเทียบท่าตลอดไป “รู้สึกปลอดภัยเมื่อเทียบท่า แต่ทว่า ไม่ใช่จุดหมายของการสร้างเรือ เรือต้องเดินทะเล”
ประภาคารอาลัยเรือลำน้อย ผู้เห็นค่าประภาคารไกลโพ้น อยากเดินลงทะเล พาเรือมาไว้บนฝั่ง ข้าง ๆ กาย แต่ประภาคารหนักเกินกว่าล่องลอยได้ในผืนน้ำ คงจมและพังครืนลงจนน้ำในทะเลกระเพื่อมหนักขึ้น จนทะเลหาเหตุผลพิโรธได้อีกครั้ง
ประภาคารสูงตะง่านมั่นคงมาแสนนาน แทบพังครืนเมื่อพบเรือน้อย แท่งตรงหวั่นไหว ร่ำร้องก้องพื้นฝั่ง ทะเลนั้นก็ครวญใจไม่ต่างกัน
ประภาคารเลือกยืนหยัดอยู่ที่เดิม ฐานประภาคารยังติดอยู่กับพื้นดินเดิม ไม่อาจละทิ้งไป แท่งตรงส่องไฟเหยียดตัว อยู่สูงห่างไกลผู้คน เพียงเพื่อต้องการอยู่กับฝั่งนี้เพียงลำพัง
เรือหลงทางยิ่งลอยห่างออกไป ยิ่งตอกย้ำให้เรือน้อยเห็นว่า ประภาคารยังยึดติดกับพื้นดิน ไม่ยอมไปไหน ขออยู่บนฝั่งลิบตาสุดไกลโพ้น ปล่อยเรือน้อยให้ล่องลอยไป…ไกลลับตา…
สิ่งที่พอทำได้ แม้ไกลห่าง ขอฝากฝังให้ทุ่นน้อยคอยบอกกล่าว อันตรายอยู่ที่ใด โปรดนำเธอห่างไกลทั้งภัยพาล
ใจเรือน้อยครุ่นคิดถึงประภาคาร
เหตุใดเจ้าไม่เกิดเป็นทะเลเคียงคู่ข้า
ประภาคารเดียวดายเฝ้าบอกใจ
เหตุใดเรือนั้นไม่เกิดเป็นฝั่งให้วางรากฐานอย่างวันนี้
ทุ่นล่องลอยก็พลางนึก ใยเจ้าไม่เป็นเรือลำน้อย
หาปลาใกล้ฝั่ง ใยต้องท่องทะเลไปแสนไกล
ทะเลกว้างใหญ่ในใจครวญ ใยเรือน้อยมักลอยออกนอกทาง
ใยต้องชวนพิโรธโกรธาไม่สิ้นสุด …
.
ประภาคาร เดียวดาย
Filed under: word

มีโดนิโน่กี่ตัวกันนะที่ยังทรงตัวอยู่ได้ แม้มีหลายร้อยตัวรวบรวมกำลังกันและเดินหน้าพุ่งชนอย่างเต็มแรงที่พึงมี แรงน้อยนิดมหาศาลนั้น จะมีสักกี่ตัวที่หยุดยั้งมันไว้ได้
ถ้าไม่มั่นคงพอก็คงล้มลงไป โดยที่สายตาเราไม่ทันมองมัน มันก็กลายเป็นระนาบเดียวกันเสียแล้ว ราบเป็นหน้ากลอง…
แต่คงไม่แปลกอะไรอยู่แล้ว เพราะโดมิโน่ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้ตั้งยืนหยัดอยู่เพียงลำพัง การรวมกันเป็นกลุ่มก้อน นั่นคือสิ่งที่ทำให้โดมิโน่ชิ้นทุกชิ้นมีความหมาย
หากวันนี้ขาดโดมิโน่ไปหนึ่งชิ้น ชิ้นที่ไม่มีใครสังเกตเห็นเมื่อมันเรียงรายล้มลง พริบตาเดียวที่ใครสักคนจะสนใจมัน แล้วมันก็ผ่านไป สายตาผู้คนจ้องมองยังชิ้นที่ต้องล้มต่อไปเป็นตาเดียว
หากว่าเส้นทางการเรียงรายนั้นสะดุดลงเพียงเพราะโดมิโน่หนึ่งชิ้นอ่อนแอและล้มลงก่อนถึงเวลาอันควร เส้นทางทั้งหมดพังครืนลงกระทันหันอย่างไม่สามารถหยุดยั้งไว้ได้
หรือไม่ก็สร้างจนเสร็จสมบูรณ์ วิ่งไปครึ่งทาง แต่โดมิโน่ชิ้นหนึ่ง ผยองจนไม่ยอมล้มลง
โดมิโน่ตัวไหนมีค่ามากกว่ากัน
มันก็แต่เศษไม้แต้มสี ใส่จุดบอกลักษณะแทนตัว มันมีค่าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เมื่อต้องการใช้เท่านั้นหรือ โดมิโน่ชิ้นเล็ก ๆ สามารถทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้นเชียวหรือ
ฉันอาจเป็นโดมิโน่หนึ่งตัว หากฉันยอมพ่ายแพ้และล้มลงพร้อมกับใครเพื่อน ก็คงไม่มีใครสังเกตเห็น แต่ถ้าฉันทำตัวเด่น ก็อาจทำให้ฉันกลายเป็นตัวปัญหา แต่ฉันไม่อยากยอมแพ้
โดมิโน่ชิ้นนี้เกิดมาเพื่อยืดหยัดไม่ใช่ล้มลง
ฉันจะขอเป็นฉัน ให้ใครได้สังเกตเห็นก่อนว่าฉันมีตัวตน แม้ฉันต้องล้มลงในสักวันตามหน้าที่ อย่างน้อยให้ภาพฉันจารึกในสายตาใครหลายคนว่า
“ฉันคือโดมิโน่ ที่ไม่ยอมล้ม”
ประภาคาร เดียวดาย : เขียน